BlogEddie BlogNEWS

ฮอตมูฟวี | Time To Hunt • มิตรภาพที่ถูกไล่ล่า-ในวันที่เกาหลีกลายเป็น ‘นรกโชซอน’

Time To Hunt หนังเกาหลีที่ถูกจับตามองอย่างมากในปี 2020 จนกลายเป็นกระแสร้อนแรงตั้งแต่ช่วงต้นปีที่เริ่มปล่อยทีเซอร์และการเดินสายโปรโมตของทีมนักแสดงนำของเรื่องที่รวมตัวนักแสดงหนุ่มที่ฮอตมากๆอย่าง อีเจฮุน ชเวอูชิก อันเจฮง พัคจองมิน และ พัคแฮซู มาไว้ในเรื่องนี้ แต่ความร้อนแรงของเรื่องก็ต้องสะดุดลงเมื่อการเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ต้องถูกยกเลิกเนื่องจากสถานการณ์ของ covid-19

ล่าสุด Time To Hunt ได้เริ่มเผยแพร่ให้ชมกันแล้วบนช่องทางของ Netflix และเริ่มถูกพูดถึงในกลุ่มของนักรีวิวทั้งหลาย ซึ่งทาง Hallyu K Star ก็ได้พูดคุยกับผู้กำกับและนักแสดงของเรื่องผ่านการสัมภาษณ์พิเศษ ถึงเรื่องราวเบื้องลึกในการทำงานของภาพยนตร์เรื่องนี้

โปรเจคต์ภาพยนตร์เรื่องนี้ถูกจับตามองจากการเป็นผลงานของผู้กำกับ ยุนซังฮยอน ที่โด่งดังอย่างมากจากผลงานในเรื่อง Bleak Night ที่เค้าทำกำกับและเขียนบทเอง ทำให้นักแสดงต่างรู็สึกตื่นเต้นและอยากร่วมงานในเรื่องนี้ตั้งแต่ได้พูดคุยเบื้องต้น ก่อนที่พวกเค้าจะได้อ่านบทด้วยซ้ำ

อีเจฮุน “ตั้งแต่ก่อนอ่านบท ผมก็ตื่นเต้นมากครับที่จะได้กลับมาร่วมงานกับผู้กำกับ ยุนซังฮยอน อีกครั้งหลังจากเรื่อง Bleak Night แล้วระหว่างที่อ่านบทอยู่นั้นมันก็ทำให้ผมต้องตั้งคำถามครับ ว่านี่เป็นหนังที่เล่าถึงการปล้นของเด็กวัยรุ่นจริงๆเหรอ แต่พอผมได้เห็นองค์ประกอบต่างๆที่เหมือนรวมหลังหลายๆแนวเข้ามาในเรื่องนี้ผมก็หายสงสัยครับ และกลายเป็นความอยากรู้ว่าเรื่องราวเหล่านี้จะถูกถ่ายทอดออกมายังไงบนจอ”

อันเจฮง “ผมก็เป็นแฟนของผู้กำกับ ยุนซังฮยอน เหมือนกันครับตั้งแต่เรื่อง Bleak Night แล้วก็หนังสั้นที่เค้าทำก่อนหน้านั้น เป็นหนึ่งในผู้กำกับที่ผมอยากร่วมงานด้วยมาตลอด แล้วที่สำคัญทีมนักแสดงในเรื่องคือทุกคนที่ผมชื่นชมครับมันเลยเป็นการทำงานที่ทำให้ผมรู้สึกตื่นเต้นมากๆ”

Time To Hunt เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นในยุคที่เกาหลีล้มเหลวทางเศรษฐกิจและสังคม เป็นยุคที่ค่าเงินวอนตกต่ำและทำให้ต้นทุนในการใช้ชีวิตถีบตัวสูงขึ้นจนกลายเป็นความห่างของชนชั้นในสังคม และสร้างให้เกิดความเสื่อมโทรมต่อสภาพเมืองและชีวิตความเป็นอยู่ จนทำให้กลุ่มเพื่อนตัดสินใจวางแผนที่จะปล้นบ่อนการพนันผิดกฎหมายด้วยความคิดที่ว่า “ก็บ่อนมันผิดกฎหมายอยู่แล้ว ปล้นไปกฎหมายก็ไม่สนใจพวกเราหรอก” โดยลืมนึกไปว่าโลกที่อยู่นอกเหนือกฎหมายนั้นมันคือสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่ากฎหมาย และทำให้พวกเค้าต้องเผชิญกับการไล่ล่า และการดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอด

ผู้กำกับ ยุนซังฮยอน ได้เล่าถึงเบื้องหลังคอนเซปต์ของเรื่องนี้ให้เราได้เข้าใจถึงแบคกราวน์ของเรื่องนี้มากยิ่งขึ้น

“ตอนที่เราเริ่มต้นโปรเจคต์นี้เป็นช่วงที่คำว่า ‘นรกโชซอน’ (จากสถานการณ์เศรษฐกิจและสังคมในเกาหลีปี 2015) ถูกพูดขึ้นมาครับ ผมเลยคิดขึ้นมาว่า ‘อยากเห็นนรกแบบจริงๆไหม ผมจะทำให้ได้เห็นว่าเกาหลีแบบดิสโทเปียมันจะเป็นยังไง’ แต่เรื่องนี้คงไม่ใช่แนวนิยายวิทยาศาสตร์ แต่จะเป็นเรื่องราวที่เป็นการเปรียบเปรยมากกว่า

ระหว่างที่ผมค้นคว้าเรื่องชุมชนที่เสื่อมโทรมอย่างในอเมริกาใต้ ผมได้เดินทางไปดูในหลายประเทศแล้วก็ต้องตกใจกับสิ่งที่ผมเห็นครับ บรรยากาศที่เกิดขึ้นในสลัม แล้วก็อากาศที่ทำให้สัมผัสถึงสถานที่ที่คุณค่าของเงินไม่หลงเหลืออยู่แล้ว และทำให้เกิดสเปซแบบนี้ขึ้น มันเป็นอะไรที่สร้างอิมแพคได้มากจริง ซึ่งพื้นที่แบบนี้ในอเมริกา หรือแอฟริกา และที่อื่นๆมันก็เกิดขึ้นเหมือนกันครับ ผมพยายามค้นหาสภาพของสลัมที่น่าจะเข้ากับเกาหลีให้มากที่สุด ซึ่งสุดท้ายแล้วออกมาเป็นภาพที่ผู้คนทิ้งเมืองไปและเหลือแต่ความรกร้างในชุมชนครับ”

advertisement

ในเรื่องได้แสดงให้เห็นถึงสถานที่ในเกาหลีที่หลายๆคนคุ้นเคยกันดี ที่ถูกตกแต่งด้วย CG ให้กลายเป็นอาคารที่ดูเสื่อมโทรม และกลายเป็นสถานที่ที่เกิดการไล่ล่าขึ้นในเรื่อง เป็นหนึ่งในความน่าสนใจกับจินตนาการที่ถูกถ่ายทอดออกมาในฉากต่างๆเพื่อบรรยายคำว่า ‘นรกโชซอน’ ที่ผู้กำกับได้ยกให้เป็นแรงบันดาลใจสำคัญของโปรเจคต์นี้ คู่กับอีกหนึ่งคำสำคัญคือคำว่า ‘เอาตัวรอด’ ที่เหมือนเป็นนิยามการใช้ชีวิตของวัยรุ่นในปัจจุบัน

“ผมรู้ครับว่า ‘นรกโชซอน’ ไม่ได้หมายถึงนรกที่เป็นนรกจริงๆ แต่เป็นคำที่สื่อทางอารมณ์ และผมคิดว่ามันน่าสนุกดีที่จะสร้างหนังที่สะท้อนถึงคำๆนี้ และอีกหนึ่งคำที่เกิดขึ้นในกลุ่มวันรุ่นตอนนี้คือ ‘เอาตัวรอด’ ที่ผมอยากเล่าเรื่องราวนี้บนฉากหลังของนรกที่สร้างขึ้น ถ่ายทอดองค์ประกอบต่างๆ ความรู้สึกที่วัยรุ่นในปัจจุบันรู้สึกอยู่ รวมถึงการดิ้นรนเอาตัวรอดในสังคมอย่างเดียวดาย”

นอกจากเรื่องราวการดิ้นรนเพื่อหลบหนีการไล่ล่าแล้ว ใน Time To Hunt ยังมีมุมมองในเรื่องของเพื่อน-มิตรภาพที่เป็นอีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่เกิดขึ้นในช่วงชีวิตของวัยรุ่น ในขณะที่แทรกแง่มุมของเรื่องครอบครัวเข้าไปเพื่อชี้ให้เห็นทางเลือกในชีวิตของวัยรุ่นที่บางครั้งภาพที่มองอยู่ข้างหน้าไม่ว่าจะเป็นเป้าหมายหรือความฝันที่พยายามไขว้คว้าบนเส้นทางอันโดดเดี่ยวจนลืมไปว่าข้างหลังยังคงมีครอบครัวที่อาจเป็นอีกเส้นทางที่จะทำให้เราเดินต่อไปได้อย่างไม่โดดเดี่ยว

advertisement


ชเวอูชิก ได้พูดถึงตัวละครของเค้าที่ตัดสินใจเลือกครอบครัวในช่วงเวลาที่กลุ่มเพื่อนของเค้ากำลังถูกไล่ล่า

“สำหรับตัวละคร กีฮุน แล้ว ถึงเค้าจะเป็นคนที่ค่อนข้างดูอิสระ ไม่ทำตามกรอบใดใด แต่เค้าเป็นคนที่คิดถึงครอบครัวแล้วก็เพื่อนเสมอ เพื่อนคือสิ่งสำคัญสำหรับเค้ามากครับ แต่ครอบครัวเองก็สำคัญกับเค้าไม่แพ้กัน จากมุมมองของผมนะครับ ถึงแม้ว่าตัวละครในเรื่องจะมองว่า กีฮุน ให้ความสำคัญกับครอบครัวมากกว่าเพื่อนอย่างพวกเค้า แต่ผมก็ยังคิดว่ามันเป็นการตัดสินใจที่ถูกครับ เพราะถ้าเป็นตัวผมเองในสถานการณ์แบบนั้น ผมก็คงจะบอกว่าครอบครัวเป็นสิ่งที่มำคัญมากจริงๆสำหรับผม ผมจึงเห็นด้วยกับการตัดสินใจของ กีฮุน ในเรื่องครับ”

ใครที่ชมภาพยนตร์เรื่องนี้แล้วแต่ยังไม่ได้สัมผัสถึงมุมมองเชิงลึกอย่างที่ผู้กำกับต้องการถ่ายทอด ลองกดชมเรื่อง Time To Hunt ดูกันอีกรอบ ส่วนใครที่ยังลังเลอยู่และมีเวลาสัก 2 ชั่วโมง ก็ลองเข้าไปสัมผัสกันได้ว่า ‘นรกโชซอน’ ในมุมมองของผู้กำกับ ยุนซังฮยอน กันได้ที่ Netflix

Tags
Back to top button
Close