BlogEddie BlogNEWS

TALK: คุยลึกกับ คิมซูฮยอน-ซอเยจี-โอจองเซ ผ่าน 3 ตัวละครที่เต็มไปด้วยความ ‘เฉพาะ’ ใน It’s Okay to Not Be Okay

It’s Okay to Not Be Okay กลายเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์อย่างรวดเร็วหลังจากการออกอากาศตอนแรก พร้อมกับขึ้นอันดับคำค้นหาบน Naver ตลอดค่ำคืนที่ผ่านมา

เรื่องราวที่เริ่มต้นด้วยความลึกลับของตัวละคร และแบคกราวน์ต่างๆที่แตกต่างออกไปจากซีรีส์ที่เคยมีมาทำให้การเปิดตัววันแรกได้รับความสนใจจากแฟนๆซีรีส์ทั้งในเกาหลีและในต่างประเทศ รวมถึงประเทศไทยที่ได้รับชมกันผ่านระบบของ Netflix ก็ต่างตั้งคำถาม และเกิดความอยากรู้ถึงตัวละครที่มีความ ‘เฉพาะ’ ซึ่งทาง Hallyu K Star ได้เตรียมบทสัมภาษณ์พิเศษของ 3 นักแสดง คิมซูฮยอน-ซอเยจี-โอจองเซ ที่จะมาคุยกันแบบลึกๆถึงเรื่องราวของ 3 ตัวละครที่มีแต่พวกเค้าเท่านั้นที่จะเล่าให้กับทุกคนได้ทำความรู้จัก It’s Okay to Not Be Okay  กันให้ลึกยิ่งขึ้น


advertisement


 คิมซูฮยอน  “ตัวละครของผม มุนคังแท เป็นตัวละครที่รู้สึกเหนื่อยล้าอยู่ตลอดเวลา แต่ก็ต้องทำเป็นเข้มแข็งกว่าใครๆเวลาอยู่กับคนอื่น ซึ่งลับหลังเวลาอยู่ลำพังเค้าก็จะแสดงให้เห็นความอ่อนแอของเค้าออกมา”

 ซอเยจี  “ตัวละคร โกมุนยอง เป็นนักแต่งหนังสือเด็กที่มีบุคลิกต่อต้านสังคมที่เกิดจากบาดแผลในใจค่ะ ทำให้ทั้งภายนอกและหัวใจของเธอเย็นชาเหมือนน้ำแข็ง แต่ในมุมที่เธอคิดถึงแต่ตัวเอง เธอก็สามารถมองเห็นสิ่งที่คนอื่นเป็นได้แบบปราศจากอคติค่ะ”

 โอจองเซ  “ตัวละครของผมคือ ซังแท ผู้ชายวัย 35 ปีที่เป็นออทิสติก เป็นพี่ชายร่วมสายเลือดกับ คังแท และเป็นแฟนตัวยงของนักเขียนโกมุนยอง เค้าเป็นชายหนุ่มที่ไร้เดียงสาเหมือนเด็กครับ”

Image

การทำงานในเรื่องนี้มีรายละเอียดที่ทั้ง 3 คนได้เตรียมตัวค่อนข้างมากเพื่อให้ตัวละครที่ถ่ายทอดออกมาสามารถทำให้ผู้ชมรู้สึกเชื่อได้ในความ ‘เฉพาะ’ ของแต่ละคนที่เป็นหัวใจสำคัญของเรื่องนี้ และจากการออกอากาศตอนแรกก็ได้มีฉากที่สร้างความประทับใจในการเปิดตัวของแต่ละคน ไม่ว่าจะเป็นฉากเปลี่ยนเสื้อที่เปิดเผยบาดแผลและความกำยำของ มุนคังแท การเปิดเผยบุคลิกต่อต้านสังคมของนักเขียนหนังสือเด็กผู้งดงาม โกมุนยอง และ ชายวัย 35 ปีที่ไร้เดียงสาเหมือนเด็ก มุนซังแท

 คิมซูฮยอน  “ก่อนเริ่มถ่ายทำ ผมได้ไปเจอกับผู้ดูแลตัวจริงที่โรงพยาบาลมาครับ ร่างกายเขากำยำมาก และมองดูก็จะเห็นริ้วรอยจากประสบการณ์อยู่ที่ตัวของเค้า ผมเฝ้าสังเกตสิ่งต่างๆ เหล่านี้และคิดว่าต้องทุ่มเทเพื่อถ่ายทอดมันออกมา เพราะผมไม่มีลักษณะเหล่านี้อยู่เลย และสิ่งที่ผมรู้สึกได้จากการสังเกตพวกเขาก็คือ เขาดูเหนื่อยมากตลอดเวลาจริงๆ แบบเดียวกับที่ฮัลค์ที่ดูโมโหอยู่ตลอดนั่นแหละ”

Image

 ซอเยจี  “ฉันใส่ใจกับสไตล์ ความเป็นเอกลักษณ์ ทรงผม การแต่งหน้า และการแต่งตัวของ โกมุนยอง เป็นพิเศษค่ะ และยังเน้นความตรงไปตรงมาเกี่ยวกับความรู้สึกที่ มุนยอง มีต่อ คังแท และกระบวนการที่ความรู้สึกนั้นช่วยเยียวยาเธอ และทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นค่ะ”

Image

 โอจองเซ  “ซังแท มีพฤติกรรมและนิสัยที่เฉพาะมากๆ แต่สิ่งที่ผมกังวลและให้ความสำคัญมากที่สุด คือเสน่ห์ที่ยอดเยี่ยมที่สุดของเขา นั่นคือความไร้เดียงสา ความเป็นคนจิตใจดี และความบริสุทธิ์ ซึ่งจริงๆแล้วมันเป็นนิสัยที่เราทุกคนเคยมีในอดีต แต่เลือนลางลงบ้างตามกาลเวลา ผมว่าเขาเป็นตัวละครที่มีความไร้เดียงสาเยอะมาก ผมทำการบ้านด้านนี้หนักมาก เพื่อไม่ให้พลาดแง่มุมที่ว่าไป”

Image

ด้วยบทบาทที่ค่อนข้างมีความเฉพาะตัวและเต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกที่แตกต่างออกไปจากผลงานก่อนๆของแต่ละคนมาก ทำให้การเตรียมตัว และการแสดงส่งผลอะไรหลายๆอย่างให้กับทั้ง 3 คน ซึ่งพวกเค้าได้เล่าว่า


advertisement


 คิมซูฮยอน  “แต่ก่อนเวลาแสดง ผมเคยคิดว่าตัวเองต้องรู้สึกเศร้าก่อนเพื่อให้ผู้ชมรู้สึกสะเทือนอารมณ์ไปด้วย แต่พอถ่าย It’s Okay to Not Be Okay ความคิดก็เปลี่ยนไปครับ ผมได้เรียนรู้ว่าแม้ตัวละครเองอาจไม่ได้รู้สึกเศร้า แต่บริบทต่างๆในฉากและองค์ประกอบที่เหมาะสม ก็สามารถทำให้ผู้ชมที่ดูอยู่รู้สึกเศร้าจนจะขาดใจและร้องไห้ออกมาได้ครับ”

Image

 ซอเยจี  “ปกติคนเราจะตัดสินกันหลังจากเห็นนิสัยเพียงแค่ด้านเดียวของเขา และก็มีอคติไปแล้ว แต่ โกมุนยอง จะไม่มีอคติเวลามองคนอื่นค่ะ แล้วพอฉันได้ทำความเข้าใจถึงสิ่งนี้แล้วแสดงมันออกมาผ่านตัวละคน ก็กลายเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ฉันอยากจะสามารถมองคนได้เข้าใจแบบ โกมุนยอง ค่ะ”

Image


advertisement


 โอจองเซ  “ผมระมัดระวังมากและทำการบ้านหนักเรื่องการถ่ายทอดบท ซังแท ผมพยายามหาแนวทางในการเข้าถึงตัวละครนี้ให้ลึกซึ้งขึ้น แต่คิดว่ายังขาดอีกเยอะเลยครับ จริงๆ แม้แต่ตอนนี้ก็มีบางอย่างที่ผมรู้สึกว่าผมเข้าใจไม่ถูกต้อง

ตอนที่ให้สัมภาษณ์ช่วงครึ่งแรกของโปรเจ็กต์ ผมบอกว่าเขาเป็นตัวละครที่ต้องทรมานจากออทิสติก ผมรู้แล้วว่านี่เป็นการอธิบายที่ผิดพลาด การบอกว่าคุณต้องทรมานจากอะไรสักอย่าง แปลว่าคุณเป็นโรค แต่ออทิสติกไม่ใช่โรค แต่เป็นสิ่งที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด แม้ผมจะตั้งใจศึกษาจริงจัง แต่ก็ระมัดระวังมากขึ้นและคิดว่ามีเรื่องที่จำเป็นต้องรู้อีกมาก ผมพยายามเตรียมตัวให้ดีที่สุดด้วยความรอบคอบครับ”

Image

ต่อจากนี้ It’s Okay To Not Be Okay จะพาเรื่องราวที่เชื่อมโยงตัวละครทั้ง 3 ตัวนี้เดินต่อไปในทิศทางใด และจะพัฒนาไปสู่การคลี่คลายปมต่างๆในรูปแบบไหน คงต้องรอติดตามกันต่อไปกับซีรีส์ที่ถูกยกให้เป็นหนึ่งในไฮไลต์สำคัญของปี 2020

Tags

บทความเกี่ยวข้อง

Back to top button
Close