K-NEWSTREND

Idol School ‘นี่คือเหตุผลที่ฉันมีความสุขตอนตกรอบ’

อดีตผู้เข้าแข่งขันของรายการ Idol School ยังคงทยอยออกมาเปิดเผยประสบการณ์ในรายการจากมุมมองของตัวเองอย่างตัวเนื่องหลังจากที่ อีแฮอิน ได้รวบรวมความกล้าและออกมาเปิดเผยถึงความไม่เหมาะสมต่างๆที่เกิดขึ้นในการถ่ายทำของรายการ

ล่าสุดเป็น อีซึล หรือ เจสซิกา ลี อดีตผู้เข้าแข่งขันของรายการ Idol School ที่ปัจจุบันเธอเป็นยูทูปเบอร์ที่นำเสนอเรื่องราวในชีวิตประจำวันของเธอและมุมมองต่อวงการ KPOP จากประสบการณ์ของเธอที่ได้เป็นเด็กฝึกหัดเกิร์ลกรุปและได้ร่วมการถ่ายทำของรายการ Idol School

ก่อนหน้านี้ เจสซิกา ได้เคยทำคลิปเกี่ยวกับรายการ Idol School ออกมาแล้วหลังจบการแข่งขันในรายการที่เธอได้พูดถึงความสุขและประสบการณ์ดีๆที่เธอได้รับจากรายการ ถึงแม้เธอจะต้องตกรอบตั้งแต่รอบแรกๆ ซึ่งในคลิปล่าสุดเธอได้เปิดเผยเหตุผลในอีกมุมที่เธอรู้สึกมีความสุขที่ได้ตกรอบในรายการ Idol School

“อย่างที่เป็นข่าวว่า มีคนออดิชันมากกว่า 3000 คน แล้วก็ไปร่วมออดิชันกันในสถานที่ที่จัดไว้ และฉันเองก็รู้ว่ามีผู้เข้าแข่งขันใน Idol School แค่ 4 คนจาก 41 คนที่ไปที่นั่นค่ะ

หลายคนอาจสงสับว่าฉันใช่ 4 คนนั้นไหม .. ไม่ใช่ค่ะ ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีอะไรแบบนั้นด้วย สาเหตุที่ฉันไปรายการ Idol School เพราะว่ามันคือโอกาสที่ถูกยื่นมาให้กับฉันค่ะ”

เจสซิกา ได้ขอโทษผ่านคลิปนี้สำหรับโอกาสที่เธอรับไว้อย่างไม่ยุติธรรม ซึ่งมันเป็นเรื่องที่เหนือความคาดคิดของเธอในตอนนั้น ซึ่งเธอมาทราบในภายหลังว่าผู้เข้าแข่งขันส่วนใหญ่ของรายการคือคนที่ได้รับเสนอโอกาสให้ และเธอคือส่วนหนึ่งของการจัดฉากที่เกิดขึ้นในรายการ

“ในตอนแรกฉันคิดว่า Idol School คือรายการเรียลลิตี้ค่ะ ซึ่งฉันคิดว่าทุกอย่างจะต้องเกิดขึ้นจริงๆเหมือนแบบสารคดีแล้วก็บันทึกเหตุการณ์ต่างๆไว้ ไม่ใช่การคัดออก หรือเซอร์ไววัลอะไร ซึ่งครอบครัวฉันอนุญาตให้ไปร่วมรายการเพราะมุมมองต่อรายการแบบนี้ค่ะ”

เธอยังได้เปิดเผยว่านอกจากรู้ว่าจะมีการคัดออกแล้วยังมีหลายๆอย่างเกิดขึ้นที่ทำให้เธอตัดสินใจไปคุยกับคนเขียนบทของ Mnet เพื่อขอร้องให้คัดเธอออกในรอบแรก

“ฉันรู้ตัวหลังจากผ่านไปเดือนนึงว่าตัวฉันเป็นเหมือนพร็อพในรายการค่ะ ฉันบอกกับเธอว่า ‘ฉันยังมีอีกหลายสิ่งสำคัญที่ต้องทำในชีวิตฉัน มากกว่าที่จะต้องอยู่ที่นี่ไปอีกหลายสัปดาห์’

หลังจากที่ออกจากรายการมาแล้ว ฉันได้คุยกับคุณพ่อแล้วท่านก็บอกว่าท่านได้ไปขอร้องคนเขียนบทของรายการด้วยเหมือนกัน”

อีกหนึ่งเหตุผลที่เธอตัดสินใจขอออกจากรายการคือเรื่องของโทรศัพท์ที่ต้องถูกห้ามใช้และตัดขาดการสื่อสารกับภายนอกซึ่งไม่มีเงื่อนไขนี้แจ้งมาก่อน และเป็นเวลากว่า 2 เดือนที่โทรศัพท์ของเธอถูกทีมงานของรายการเก็บไว้ในถุงซิปล็อคระหว่างการถ่ายทำ

advertisement

สำหรับเรื่องที่พูดถึงการควบคุมอาหารในรายการจนทำให้เด็กบางคนแอบซ่อนขนมเข้ามาในชุดชั้นใน ซึ่ง เจสซิกา เองก็ยืนยันว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นจริงและเธอรู้สึกว่ามันเป็นการกระทำที่คุกคามสิทธิมนุษยชนมาก

“พอผู้จัดการของรายการเริ่มคิดว่าอาจมีเด็กแอบซื้อขนมมาจากโรงเรียนพวกเค้าก็เลยเริ่มการตรวจเชคร่างกายหลังจากกลับจากโรงเรียนค่ะ ซึ่งฉันคิดว่ามันเกินไปและเป็นการคุกคามสิทธิมนุษยชน

ฉันเองก็มีประสบการณ์เรื่องนี้ ฉันขอให้นักเรียนคนนึงที่ต้องไปโรงเรียนซื้อชอคโกแลตแท่งมาให้ฉัน 50 อันด้วยบัตรเครดิตของฉัน แล้วฉันก็แอบนั่งกินคนเดียวนห้องน้ำค่ะ

อีกเรื่องนึงคือตอนที่พวกเค้าเริ่มรู้สึกว่าเราอ้วนขึ้นค่ะ ก็เลยเริ่มมีการชั่งน้ำหนักประจำสัปดาห์ และถ้าน้ำหนักเพิ่มขึ้น 1 กก. ก็จะได้ทานอาหารแค่ 1 ชิ้น ในอาหารแต่ละมื้อ แล้วถ้าลดน้ำหนักได้ 1 กก. ก็จะได้ไปซื้อขนมที่ร้านค่ะ ซึ่งฉันคิดว่ากฎนี้มันไม่มีเหตุผลเลย เพราะถ้าเปรียบเทียบแล้วคนที่สูงเท่าฉันแต่หนัก 53 กก. ลดได้ 1 กก. ก็จะได้ไปซื้อขนม แต่ฉันที่หนัก 47 กก. แต่น้ำหนักขึ้นเป็น 48 กก. กลับถูกลงโทษแล้วได้กินแค่เฟรนช์ฟรายหรือเนื้อชิ้นเดียวในมื้อนึง”

เจสซิกา ได้อธิบายเพิ่มเติมว่าสุดท้ายกฎนี้ก็ถูกยกเลิกไปหลังจากที่ได้มีการประท้วงต่อทีมงาน เพราะมีเด็กนักเรียนที่น้ำหนักต่ำกว่ามาตรฐานมากและจำเป็นที่ต้องเพิ่มน้ำหนักด้วยไม่ใช่แค่ลดน้ำหนักอย่างเดียว

advertisement


ในเรื่องของการตัดต่อเอาคำพูดแค่บางคำระหว่างการสัมภาษณ์มาใช้ในบริบทที่ไม่เกี่ยวข้องกันเพื่อสร้างดราม่าหรือที่ถูกเรียกกัยว่า ‘การตัดต่อนรกของ Mnet’ เจสซิกา ก็ได้ยืนยันว่าใน Idol School เองก็เกิดขึ้น และในการสัมภาษณ์คนเขียนบทเองก็ใช้เวลาอย่างมากเพื่อจะให้ได้ประโยคหรือคำตอบที่ต้องการจากปากของผู้เข้าแข่งขันในรายการ ซึ่งเธอเห็นด้วยกับที่ อีแฮอิน ออกมาบอกว่าการถ่ายทำในรายการเหมือนการแสดงละครมากกว่า

“สิ่งนึงที่ฉันรู้สึกไม่ปลื้มมากๆคือการเรียกรายการนี้ว่าเรียลลิตี้โชว์ค่ะ ทำไมถึงไม่เรียกรายการนี้ว่าละครไปเลย เพราะมันกลายเป็นการหลอกผู้ชมของรายการ สำหรับฉันแล้ว Idol School เหมือนเป็นกระจกที่สะท้อนสิ่งที่น่าสะเทือนใจในโลกของสื่อให้ฉันได้เห็นค่ะ เป็นโลกที่ทุกอย่างคือโชว์ที่ต้องแสดงอะไรบางอย่างออกมาเพื่อให้ใครสักคนดูมัน”

ในเรื่องของสัญญากับ CJ เธอก็ได้ยืนยันว่าเธอเองก็เป็นหนึ่งในคนที่ได้รับการถามว่าอยากที่จะเซ็นสัญญาไหมก่อนที่จะออกจากรายการ เพราะว่าจะมีการสร้าง Team B ขึ้นจากคนที่ไม่ได้เดบิวต์ ซึ่งเธอได้ปฏิเสธสัญญานี้

สำหรับ เจสซิกา แล้วที่เคยสัมผัสโลกของการเป็นไอดอล KPOP ทั้งการเป็นสมาชิกวงเกิร์ลกรุป HIGHTEEN และรายการอย่าง Idol School ทำให้เธอได้เข้าใจว่าโลกที่เธอเคยฝันถึงไม่ได้เป็นอย่างที่เธอจินตนาการไว้ และทำให้เธอตัดสินใจหันหลังให้กับสิ่งเหล่านี้

Tags

บทความเกี่ยวข้อง

Back to top button
Close