Blogmynknim BlogNEWS

ฮอตซีรีส์: Hellbound – ไม่มีสิ่งใดจะยุติธรรมไปกว่าพระเจ้า?

เรื่องของโลกที่กำลังจะกลายเป็นนรก และมนุษย์ที่อยากจะเป็นพระเจ้า

2021 เป็นอีกปีที่เราได้เสพ Netflix Original Series จากฝั่งเกาหลีอย่างเต็มอิ่ม เริ่มตั้งแต่ Move to Heaven, D.P. (ที่เราชอบมาก), Squid Game (ที่ดังเปรี้ยงจนกลายเป็นปรากฏการณ์ระดับโลกไปแล้ว), My Name (ที่ก็เป็นกระแสมากๆ) มาจนถึงโค้งสุดท้ายปลายปีที่ Hellbound เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ตั้งตารอคอย เพราะชื่อชั้นของผู้กำกับยอนซังโฮ แห่ง Train To Busan และนักแสดงชั้นนำอย่าง ยูอาอิน และ พัคจองมิน ที่แค่เห็นสองชื่อนี้ก็การันตีแล้วว่าเราจะได้เห็นการแสดงระดับเทพแน่นอน

Hellbound
지옥

Image

Hellbound ถูกโปรโมตมาในภาพของซีรีส์แฟนตาซี ทริลเลอร์ ที่ชวนให้ตั้งคำถามว่าไอ้ตัวประหลาดที่มันออกมาไล่ทุบคนคือตัวอะไรกันแน่ บวกกับบรรยากาศคัลท์ๆ ชวนขนลุก แต่พอใช้เวลาราวๆ 6 ชั่วโมงในการดูรวดเดียวตั้งแต่ตอนที่ 1 ถึง 6 จนจบ ด้วยความรู้สึกขนลุกขนพองในทุกๆ ตอนที่สั้นกระชับ ไม่ยืดเยื้อ ฟูมฟาย แต่กลับโบยตีเราด้วยคำถามจริยธรรมที่ทำเอาหายใจหายคอไม่ทัน ด้วยความแยบยลของบท ที่วิพากษ์เรื่องความเป็นมนุษย์ สังคมและการเมือง ได้อย่างถึงพริกถึงขิง ตรงไปตรงมา และมีชั้นเชิงที่สุดเรื่องหนึ่งเลยทีเดียว

“ถ้าหากวันหนึ่ง ขณะกำลังใช้ชีวิตอย่างปกติธรรมดาที่สุด ตื่นไปทำงาน ซื้อกาแฟ จูบลาคนที่คุณรัก แต่จู่ๆ กลับมีกลุ่มควันใบหน้าปริศนา – ที่ใครๆ ต่างก็ว่ากันว่านั่นล่ะ คือพระเจ้า – ลอยขึ้นมาประกาศวันตายของคุณด้วยเสียงอันดังก้อง ก่อนจะทิ้งให้คุณใช้ชีวิตในเวลาที่เหลืออยู่หลังจากถูกพิพากษาด้วยการถูกตราหน้าว่าเป็น ‘คนบาป’ และจะต้อง ‘ตกนรก'”

Image

Image

ซีรีส์เล่าเรื่องเหตุการณ์หลังจากนั้น และการรับมือของมนุษย์กับเหตุการณ์อันแปลกประหลาดนี้

ตอนที่จ้องมองเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นกับใครก็ไม่รู้ กับการที่เราจะต้องเผชิญกับเหตุการณ์นั้นด้วยตนเอง เป็นคุณจะเลือกอยู่ตรงไหน เป็นคุณจะเลือกเชื่อสิ่งใด เมื่อสังคมอยู่ระหว่าง “ความประสงค์ของพระเจ้า” กับ “เจตจำนงเสรีของมนุษย์”

ในส่วนนี้ เรารู้สึกว่าซีรีส์เลือกใช้ ‘ความกลัว’ อันเป็นจุดเปราะบางของมนุษย์มานำเสนอ

“มีอะไรให้มนุษย์กลับใจได้ นอกจากความกลัวล่ะครับ” ประธานจองจินซู ผู้นำทางความคิดของกลุ่มสัจธรรมใหม่ ได้ตั้งคำถามเอาไว้ในตอนแรก และมันนำพาเราไปสำรวจความกลัวของมนุษย์ในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการเลือกใช้ความกลัวนั้นเป็นแรงผลักดันในการเปลี่ยนแปลงโลกไปในทางที่ตัวเองคิดว่าถูกต้อง ใช้ความกลัวนั้นเป็นข้ออ้างในการจัดการกับคนที่คิดต่างเห็นต่าง หรือแม้กระทั่งใช้ความกลัวนั้นเป็นเรี่ยวแรงสุดท้ายในการปกป้องสิ่งที่ตนเองรัก


advertisement


Image

Image

นอกจาก Hellbound จะพาเราไปสำรวจความเที่ยงธรรมในจิตใจของมนุษย์แล้ว สิ่งที่เราคิดว่าซีรีส์เรื่องนี้ทำได้ดีและทำให้มันพิเศษมากๆ คือด้านที่ Hellbound เป็นซีรีส์เสียดสีสังคม เป็นซีรีส์ที่ตีแผ่ด้านการเมืองได้อย่างยอดเยี่ยมและแยบยล ด้วยการแฝงสัญลักษณ์เอาไว้ในทุกๆ องคาพยพของซีรีส์

สิ่งสะดุดตาสิ่งแรกที่ทำให้เรารู้สึกว่าเรื่องกำลังจะเดินทางจากการสำรวจภายในจิตใจของมนุษย์ไปยังเรื่องที่ใหญ่กว่า คือภาพวาดของประธานจองจินซูที่ยิ้มแย้มท่ามกลางเด็กๆ อันเป็นฉากหลังของลานสำหรับการสาธิตที่ทำให้เรานึกถึงภาพของท่านผู้นำบางคน และเตรียมตัวอย่างใจจดใจจ่อว่าซีรีส์กำลังจะเล่าอีกหนึ่งประเด็นใหญ่ที่น่าสนใจมากๆ

Image

ซีรีส์พูดถึงเรื่องการทำงานของระบบเผด็จการและการใช้ propaganda (การปล่อยสื่อชวนให้เชื่อ) ที่อาศัย ‘ความกลัว’ ของมนุษย์ เพื่อควบคุมสังคมให้เป็นไปอย่างที่ผู้กุมอำนาจคิดว่าถูกต้อง โดยการสร้างความเชื่อที่ว่านั้นต้องอาศัยหลายสิ่งหลายอย่างประกอบกัน กลุ่มสัจธรรมใหม่ เป็นตัวแทนของระบบนั้น พวกเขาอาศัยเหตุการณ์ประกาศิตของพระเจ้านี้สร้างคัมภีร์แห่งโลกยุคใหม่ เพื่อจำกัดความคิดและการกระทำของคนในสังคมให้อยู่กับร่องกับรอย สร้างสารคดีจูงใจ ฝังสมองให้คนเชื่อในทิศทางที่ควรจะเป็น มอบรางวัลให้กับคนที่ทำตามขนบ และมอบบทลงโทษเพื่อให้คนหวาดกลัว ด้วยการฉายซ้ำภาพของการสาธิต

Image

Image

“ยิ่งสังคมเปี่ยมล้นด้วยความไม่พอใจในอำนาจรัฐเท่าไหร่ การแก้แค้นส่วนตัวก็ยิ่งมีอำนาจมากขึ้นครับ เพียงเพราะเรื่องพิศวงเกิดขึ้น แล้วให้ความหมายบางอย่างกับมัน และเรียกสิ่งนั้นว่าความเที่ยงธรรม”

ประโยคนี้ของคิมกวางจิน นักเขียนที่ถูกทุบตีโดยกลุ่มหัวศร อธิบายการทำงานของระบบนี้ได้อย่างเห็นภาพที่สุด

เพราะฉะนั้นแล้ว คำถาม ความเห็นต่าง จึงเป็นสิ่งต้องห้ามในสังคมเช่นนี้ ทุกอย่างที่จะทำให้ความแข็งแกร่งนี้อ่อนกำลังลงต้องถูกจัดการให้สิ้นซาก มนุษย์จะเกิดคำถามกับการประกาศิตไม่ได้ ไม่เช่นนั้นโลกต้องวุ่นวายแน่ แต่เพื่อป้องกันสิ่งที่จะทำให้โลกในอุดมคติต้องวุ่นวาย ด้วยตัวกลุ่มสัจธรรมใหม่เองที่เรียกตัวเองว่าเป็นนักบวช เป็นตัวแทนของพระเจ้า ไม่มีทางลงไปเกลือกกลั้วกับเรื่องพวกนี้ให้เกิดภาพที่ไม่ดีได้ กลุ่มหัวศรจึงมีขึ้นเพื่อการนั้น เป็นอีกหนึ่งความร่วมมือ เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือเพื่อให้สังคมดำรงไว้ซึ่ง ‘ความเที่ยงธรรม’ ไม่ว่าวิธีการนั้นจะเป็นการเข่นฆ่ากันด้วยวิธีการที่เลือดเย็นแค่ไหนก็ตาม

Image

แต่แน่นอนว่าซีรีส์คงจะสิ้นหวังและหดหู่เหลือเกิน ถ้าไม่มีตัวแทนของ ‘เจตจำนงเสรีของมนุษย์’ ที่ถูกแทนด้วยกลุ่มโซโด อันนำโดยทนายมินฮเยจิน — ตัวแทนของคนคิดต่างที่ถูกตราหน้าว่าแปลกประหลาดจนถูกพิพากษาด้วยฝ่ายที่คิดว่าตนเองมีอำนาจในการตัดสินและคิดว่าตนเองถูกต้อง และครอบครัวของพีดีแบยองแจ เด็กน้อยแห่งความหวัง และกุญแจที่จะทำให้การเปลี่ยนแปลงมาสู่โลกใบใหม่ใบนี้อีกครั้ง

Image

“โลกใบนี้เป็นของมนุษย์ มนุษย์ก็ควรจะจัดการกันเองสิ” ประโยคทิ้งท้ายของซีรีส์เรื่องนี้ ที่ถูกพูดขึ้นมาโดยลุงขับแท็กซี่คนหนึ่ง ที่สะท้อนอีกภาพของสังคมนี้ออกมาให้เราได้รู้สึกว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นในเรื่องนี้มันไม่ได้อยู่ไกลจากชีวิตจริงของเราเลย

เรื่องราว 6 ตอนจบลง และทิ้งเราเอาไว้กับโลกใบเดิมที่จะว่าไปก็มีหน้าตาคล้ายกันโลกใน Hellbound อยู่มาก ยังโชคดีที่ไม่มีตัวประหลาดตัวเป็นๆ มาไล่ฟาดกันก็เท่านั้น ความคิด คำถามยังคงอื้ออึงอยู่ในหัว ความหดหู่ที่ก่อตัวขึ้นในหัวใจ ความตระหนักรู้ที่แม้จะยังตื้นเขินเหลือเกินแต่ก็อดที่จะชื่นชมมันสมองในการร้อยเรียงเรื่องราวที่คิดมาแล้วอย่างดีกับการกำกับที่เข้าใจบทอย่างถึงแก่นแท้ และแน่นอนว่านักแสดงมีส่วนสำคัญอย่างใหญ่หลวงในการสื่อสารข้อความทั้งหมดมาสู่การรับรู้ของคนดู

Image

แต่สิ่งที่ Hellbound ยังขาดไป (ซึ่งเดาว่าคงเก็บเอาไว้เล่าทีหลัง) คือที่มาที่ไปของอสุรกายสามตัว เหตุผลและตัวตนที่แท้จริงของการประกาศิต ซีรีส์ทิ้งไว้แต่คำถาม แต่ยังไม่ได้มอบคำตอบอะไรให้เราเลย ยังมีส่วนที่น่าเสียดายและอยากจะให้ลงรายละเอียดเพิ่มอีกหลายประเด็น ไม่ว่าจะเป็นการทำงานของกลุ่มโซโด และอารมณ์ที่เกิดขึ้นจริงกับประชาชนชาวบ้านร้านตลาดทั่วไป ความบ้าคลั่งของความเชื่อที่เข้าครอบงำและบังคับทิศทางของโลกนอกเหนือจากกลุ่มหัวศร

ซึ่งหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้เห็นในซีซั่นต่อไป

คลิกเพื่ออ่าน: Hellbound กับที่มาของ ‘ทัณฑ์นรก’ จุดเริ่มต้นความขัดแย้งของศรัทธา

อ่านต่อ

myngnim

ว่างจากทำฟุตบอลก็มานั่งดูซีรีส์ :-)

บทความเกี่ยวข้อง

Back to top button