K-NEWS

โลกไอดอล : เมื่อการเป็นเกิร์ลกรุ๊ปไม่เหมือนกับที่ฝันไว้

ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาเราได้พูดถึงการยุติการโปรโมทของศิลปิน KPOP หลายวงที่หมดสัญญากับต้นสังกัด โดยหนึ่งในสมาชิกวงเกิร์ลกรุ๊ปที่ประกาศยุติการโปรโมทเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา ได้ติดต่อไปยังบล๊อกเกอร์คนหนึ่งในต่างประเทศเพื่อให้สัมภาษณ์ และเปิดเผยเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นในชีวิตไอดอล KPOP ของเธอ

จากนี้เป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวของ เมลานี ลี อดีตสมาชิกวง ChoColat ที่เดบิวท์มาตั้งแต่ปี 2011 ซึ่งเธอได้ให้สัมภาษณ์กับบล๊อกเกอร์ KPOPALYPSE

คำถามเริ่มต้นด้วยเรื่องเกี่ยวกับการยุติการโปรโมทของ ChoColat ซึ่งเธอเล่าว่า

“สัญญาของพวกเราหมดลงเมื่อเดือน ก.พ. 2017 แต่ก่อนที่พวกเราจะหมดสัญญา พวกเราก็เหมือนทำงานแบบตัวใครตัวมันกันเรื่อยเปื่อย รอจนกว่าสัญญาของพวกเราจะหมด

เพราะว่าเงื่อนไขในสัญญา พวกเราเลยออกมาพูด หรือแจ้งอะไรเป็นการส่วนตัวไม่ได้ว่าพวกเรากำลังทำอะไรกันอยู่ เลยทำให้แฟนๆหลายคนบ่นกันว่าทำไมเราถึงไม่ออกมาพูดอะไรกันบ้าง

ฉันก็อยากบอกว่าจริงๆแล้วฉันอยากเล่าเรื่องให้ทุกคนฟัง แต่ฉันไม่สามารถเล่าได้”

เมลานี ได้เล่าจุดเริ่มต้นของการเข้าสู่วงการ KPOP ซึ่งเริ่มต้นขึ้นเพราะเธอต้องการมีชื่อเสียง

“ตอนนั้นฉันอยู่เกรด 7 เรียนในโรงเรียนของค่ายทหาร และฉันก็ได้รู้จักกับ Tia สมาชิกอีกคนของวง ซึ่งในตอนนั้นเธอเป็นพิธีกรรายการเด็กเกี่ยวกับการสอนภาษาอังกฤษ แล้วแม่ของเราสองคนก็สนิทกันมาก

ในตอนนั้นฉันคิดว่า Tia กำลังอยู่ในสัญญากับประธานค่ายของเรา แล้วในตอนนั้นเค้าก็มีไอเดียที่จะสร้างวงขึ้นมาโดยมีสมาชิกในวงเป็นลูกครึ่งทั้งหมด แม่ของ Tia เลยมาถามฉันว่าสนใจไหม ฉันก็เลยตอบตกลงไปด้วยความเต็มใจ เพราะฉันอยากมีชื่อเสียง

ใครจะปล่อยโอกาสแบบนี้ไป   ก็อาจจะมีนะ แต่ฉันไม่อยากพลาดโอกาสนี้ไปจริงๆ”

[ads1]

เมลานี เล่าถึงคอนเซปวงที่รวมตัวสมาชิกลูกครึ่ง ที่ตั้งใจจะให้กลายเป็นกระแสใหม่ของวงการ

“ประธานค่ายของเราตั้งใจ และวางแผนไว้ว่าสมาชิกในวงทุกคนจะต้องเป็นลูกครึ่ง โดยไม่สนใจเรื่องอื่นเลย แค่ขอให้เป็นลูกครึ่งก็พอ

เค้าต้องการสร้างความแปลกใหม่ที่ยังไม่มีใครทำ เพื่อสร้างกระแสให้เกิดขึ้นมา แต่สุดท้ายแล้วก็เป็นอย่างที่เราเดบิวท์ออกมา คือสมาชิกบางคนก็ไม่ใช่ลูกครึ่งอย่างที่เค้าตั้งใจ”

มาถึงเรื่องของการเซ็นสัญญา ที่ทุกอย่างเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ก่อนเริ่มฝึกซ้อม

“พวกเราต้องเซ็นสัญญากันตั้งแต่ก่อนจะเริ่มฝึกซ้อม แทบจะต้องเซ็นสัญญากันตั้งแต่วันแรกที่ได้คุยกับประธานค่ายเลย ฉันคิดว่าเค้าฉลาดมาก เพราะทุกอย่างมันผูกมัดเราตั้งแต่วันนั้น

รายละเอียดในสัญญาคือเราต้องทำตามกฎทุกอย่างของค่าย มันเหมือนกับเราเป็นสินค้าตัวนึง ซึ่งเราไม่สามารถปฏิเสธคำสั่งได้

ในตอนนั้นฉันอายุแค่ 12 ฉัน, Tia แล้วก็ Juliane ยังเป็นเด็กอยู่ คนที่ดูเรื่องสัญญาของเราเลยเป็นผู้ปกครอง ฉันก็จำไม่ได้ว่าตอนนั้นมีการปรึกษาทนายไหม พอนึกย้อนกลับไปฉันรู้สึกเหมือนเป็นคนโง่มาก เพราะฉันแทบไม่รู้เลยว่าสัญญามีรายละเอียดยังไงบ้าง แต่ฉันก็กลับเซ็นมัน”

การฝึกซ้อมของเกิร์ลกรุ๊ป กลายเป็นสิ่งที่ใช้เวลาในชีวิตของเธอไปทั้งหมด

“ฉันเริ่มต้นเพราะรู้สึกว่ามันเจ๋งดี ฉันเองก็ชอบเต้นชอบร้องเพลง แต่ไม่เคยคิดจะทำเป็นอาชีพ จนโอกาสนี้เข้ามา

ในตอนแรกที่ซ้อมก็ดูเหมือนจะไม่มีอะไรยาก เพราะเรียนไปด้วย แล้วก็ซ้อมไปด้วยวันละ 4 ชั่วโมง แต่พอเข้าช่วงปิดเทอม พวกเราต้องซ้อมวันละ 8 ชั่วโมง โดยมีวันหยุดแค่วันอาทิตย์วันเดียว

แล้วพอช่วงก่อนเดบิวท์ 2-3 เดือน เราก็ย้ายมาอยู่ด้วยกันในบ้านเล็กๆที่โซล ซึ่งเราซ้อมกันตั้งแต่ 7 โมงเช้าถึง 2 ทุ่ม ทุกวันไม่มีหยุด

ในช่วงนั้นเราถูกห้ามใช้โทรศัพท์ ห้ามใช้อินเตอร์เนท แล้วก็มีผู้จัดการผู้หญิงคนนึงมาอยู่ด้วยกับเรา คอยควบคุมทุกอย่าง ไม่ว่าจะเรื่องกิน หรือเรื่องอาบน้ำ”

ก่อนเดบิวท์ กับหลังเดบิวท์ต่างกันยังไง

“ก่อนเดบิวท์ ประธานบอกกับพวกเราว่า ‘การเดบิวท์ของเราจะเป็นวงที่รวมลูกครึ่ง จะต้องออกมายอดเยี่ยม มีชื่อเสียง จะต้องเป็นการปฏิวัติวงการ จะต้องฝึกซ้อมหนัก เชื่อว่าพวกเราทำได้ เพราะมันไม่ยาก’

แต่พอถึงเวลาเดบิวท์แล้ว มันเต็มไปด้วยคำวิจารณ์ ความไม่พอใจที่เราไม่ออกมาเป็นอย่างที่คาดหวัง พร้อมกับบอกว่าเราเตรียมตัวไม่พอ

ผู้จัดการ ค่าย ครูสอนเต้น ทุกคนโมโหใส่เรา ไม่มีใครบอกกับเราว่าเราทำได้ดีเลย ตอนนั้นฉันรู้สึดถึงแต่ด้านลบไปหมด มันรู้สึกแย่มากๆทั้งๆที่เราเพิ่งเดบิวท์

ฉันเลยรู้สึกว่าทุกอย่างมันไม่ได้เป็นอย่างที่ฉันคิด คนรอบๆตัวไม่ได้เป็นอย่างที่ฉันคิด นี่ไม่ใช่สิ่งที่ฉันตัดสินใจเซ็นสัญญาเพื่อมาเจอ”

ChoColat – Syndrome (Debut Album)

เหตุผลของวงที่ไม่สามารถไปได้ไกลกว่านี้

“แน่นอนว่าเป็นเพราะการจัดการของค่าย

ต่อให้แต่ละคนมีความสามารถขนาดไหน สุดท้ายแล้วก็อยู่ที่ค่ายว่าจะคอยสนับสนุนยังไง ยิ่งค่ายมีพลังในการเจรจามากทุกอย่างก็ยิ่งไปได้ไกล

ต่อให้พวกเราซ้อมหนักแค่ไหน พยายามสื่อสารกับแฟนๆ พยายามสร้างชื่อเสียง แต่สุดท้ายแล้วถ้าค่ายไม่หางานให้ ไม่ผลักดันเรา ไม่ไปพูดคุยกับโปรดิวเซอร์ต่างๆ มันไม่มีทางเลยที่เราจะดังขึ้นมาได้ ยกเว้นว่าจู่ๆก็มีคลิปดังไวรัลขึ้นมา ซึ่งเรื่องพวกนี้มันไม่เคยเกิดขึ้นกับพวกเรา

ทุกการตัดสินใจขึ้นอยู่กับประธาน ตั้งแต่การเลือกเพลงเดบิวท์แล้ว เค้ามาถามความคิดเห็นเราว่าชอบเพลงไหนกัน แต่สุดท้ายแล้วเค้าก็บอกว่าพวกเราเลือกผิด และเค้าก็เป็นคนตัดสินใจเลือกเพลงเอง

แล้วพวกเราก็แทบไม่ได้ติดต่อกับประธานโดยตรงเลย ทุกอย่างจะต้องผ่านผู้จัดการ”

คอนเซปวงลูกครึ่ง แต่พยายามทำทุกอย่างให้ดูเป็นเกาหลี

“เรื่องที่น่าอึดอัดที่สุดคือ การบอกให้พวกเราพยายามทำตัวให้เหมือนคนเกาหลี สำหรับฉันแล้วมันเป็นเรื่องที่ไม่มีเหตุผลเอาซะเลย

ฉันมักจะถูกบอกว่าฉันดูเป็นคนอเมริกันมากไป ทำตัวไม่เหมือนคนเกาหลี ไปจนถึงหน้าตาก็บอกว่าฉันเหมือนคนอเมริกันมากไป

คอยบอกว่าฉันอ้วนง่ายเพราะเป็นลูกครึ่ง พยายามให้ฉันทำผิวให้ขาวขึ้นเหมือนกับคนเกาหลี

เรื่องพวกนี้มันทำให้ฉันสับสนมากๆ แล้วก็ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงออกมาเป็นแบบนี้”

การมีส่วนร่วมในเพลงของ ChoColat

“แค่ร้องเพลง แล้วก็เต้นตามเพลง

พวกเราไม่มีโอกาสในการแสดงความคิดเห็นเลย มี Black Tinkerbell แค่เพลงเดียวที่เราได้คุยกับนักแต่งเพลง พูดคุยถึงเรื่องเมโลดี้ต่างๆ แล้วก็พูดถึงเรื่องความหมายของเนื้อเพลง ส่วนเพลงอื่นๆพวกเราแค่ได้ฟัง แล้วก็เข้าไปบันทึกเสียงตามแบบที่เค้าบอกให้ร้องแค่นั้น”

ทำไม ChoColat ถึงยุติการทำกิจกรรมร่วมกัน

“สำหรับฉัน ฉันรู้สึกว่าเรื่องนี้มันต้องเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่วงนี้เริ่มต้นขึ้นมา ฉันคิดว่ามันต้องเกิดแน่ๆ จากทุกสิ่งที่เกิดขึ้นกับเรา ไม่ใช่แค่ค่ายเท่านั้น แต่เป็นเพราะอุตสาหกรรม KPOP ทั้งหมด

ฉันเริ่มรู้สึกเกลียดวงการนี้ ด้วยสิ่งต่างที่เกิดขึ้นมันทำให้ฉันรู้สึกแบบนี้ ตั้งแต่การใช้ชีวิตกับผู้หญิงอีก 4 คน ที่ดูเหมือนเข้ากันไม่ได้เลย แต่ละคนก็มีมุมมองในแต่ละเรื่องต่างกันไป โดยเฉพาะเรื่องระหว่างเรากับค่ายซึ่งมีหลายอย่างที่พวกเราไม่เห็นด้วย แต่ก็เหมือนถูกบังคับให้ทำตามไป

เด็กฝึกหัด หรือศิลปินคนอื่นๆอาจมองว่าการทำตามคำสั่งพวกนี้เป็นเรื่องง่าย แต่สำหรับฉันแล้วฉันรับเรื่องเหล่านี้ไม่ไหว มันมากเกินไปสำหรับฉัน”

[ads1]

อยากฝากอะไรถึงคนที่กำลังอ่านอยู่

“อย่าทำแบบฉัน …

มันไม่มีอะไรที่เหมือนกับที่วาดฝันไว้ มันไม่ใช่ความสวยงามอย่างที่เราเห็น แล้วมันก็ไม่ใช่เกมหรือเรื่องสนุกๆ ถ้าคุณจะเลือกเส้นทางนี้คุณจะต้องเตรียมสภาพจิตใจเอาไว้ให้ดีๆ

สำหรับชาวต่างชาติที่มีฝันอยากเป็น KPOP STAR สิ่งที่ยากที่สุดคือความแตกต่างของวัฒนธรรม เราเติบโตมาแตกต่างกัน บางอย่างคุณอาจจะต้องฝืนใจเพื่อที่จะเปลี่ยนแปลง คุณอาจจะลองทำดู แต่สุดท้ายแล้วคุณอาจจะเลือกที่จะไม่สนใจมันก็ได้

สำหรับฉันแล้วคงจะไม่กลับไปวงการนี้อีก แต่ Tia ยังเลือกที่จะอยู่ในวงการ KPOP ซึ่งฉันก็ยังคงให้การสนับสนุนเธอ และเธอจะสามารถทำมันได้ดีด้วยความพยายามของเธอ”

หลังจากหมดสัญญากับค่าย เมลานี ได้ย้ายมาอยู่ที่อเมริกา และแต่งงานแล้ว ซึ่งในตอนนี้เธอกำลังใช้เวลาในการเรียนออนไลน์เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ของเธอหลังจากหันหลังให้กับวงการ KPOP

Source 1

Advertisements
Tags

บทความเกี่ยวข้อง

Adblock Detected

Please consider supporting us by disabling your ad blocker